เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารยอดฮิตของคนไทย

อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารต่างชาติที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย จากการสำรวจธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยในปี 2566 พบว่ามีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 426 ร้าน หรือ 8% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งมี 5,325 ร้าน โดยร้านอาหารญี่ปุ่นในปริมณฑลและจังหวัดหัวเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดดเด่นแซงหน้าทั้งกรุงเทพฯ และค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ

สาเหตุที่ร้านอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมในประเทศไทยนั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ประการแรก อาหารญี่ปุ่นมีรสชาติที่อร่อยและถูกปากคนไทย ประการที่สอง อาหารญี่ปุ่นมีวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ ประการที่สาม อาหารญี่ปุ่นมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งอาหารจานหลัก อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ประการที่สี่ ร้านอาหารญี่ปุ่นมีบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลาย

จากข้อมูลการสำรวจพบว่า ประเภทของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ซูชิ รองลงมาคือ เทปันยากิ-โอโคโนมิยากิ และยากินิคุ-บาร์บีคิว ส่วนประเภทของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตมากที่สุด ได้แก่ ยากินิคุ-บาร์บีคิว ราเมน และอิซากายะ

นายคุโรดะ จุน ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร (JETRO) กล่าวว่า “ในปี 2566 จำนวนลูกค้าและยอดขายของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยฟื้นตัวกลับมาประมาณ 80-90% ของปี 2562 เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านของผู้บริโภคชาวไทยกลับสู่สภาพช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม แม้ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายประเภทจะเติบโต แต่ร้านซูชิ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดนั้นกลับมีจำนวนลดลง 4.1% จาก 1,431 ร้าน เหลือ 1,372 ร้าน เนื่องจากการแข่งขันที่สูงมากในเซ็กเมนต์นี้

แนวโน้มของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในอนาคต คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยยังคงชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารญี่ปุ่นก็มีการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การนำเสนอเมนูที่หลากหลาย การลดราคา และการบริการแบบเดลิเวอรี่

ทำไมแฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นจึงเป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับนักลงทุน?

1. ตลาดเติบโตต่อเนื่อง: ความนิยมของอาหารญี่ปุ่นยังคงพุ่งสูง ส่งผลให้ตลาดมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ปริมาณร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

2. แบรนด์ที่สร้างไว้แล้ว: แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอยู่แล้ว ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ

3. ระบบการบริหารจัดการที่พร้อม: แฟรนไชส์มักมีระบบการบริหารจัดการที่ครอบคลุม ตั้งแต่การจัดหาสินค้า การควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงการตลาดและประชาสัมพันธ์ ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

4. การสนับสนุนจากแฟรนไชส์ซี: แฟรนไชส์ซีจะได้รับการสนับสนุนจากต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหาร การตลาด และการแก้ไขปัญหา ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ลดความเสี่ยง: การลงทุนกับแฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเปิดร้านเอง เพราะแฟรนไชส์มีระบบการบริหารจัดการที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างแฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นที่น่าสนใจ:

Komugi ร้านอุด้งและคาเฟ่

Shoutaian 2nd Rich ร้านบุฟเฟ่ต์เนื้อญี่ปุ่นพรีเมี่ยม

Kinzan ร้านยากิโทริ

Hakata Hanamidori ร้านนาเบะหม้อไฟ Mizutaki

Machida Shoten ร้านราเมน สไตล์ดั้งเดิม

Konamono ร้านเทปปันสไตล์ OMAKASE

Nagiya ร้านเทปปันสไตล์ OMAKASE

Maji Curry ข้าวหน้าแกงกะหรี่

Beard Papa ซูครีม

Tonkotsu Kazan Ramen ร้านราเมง

ข้อควรพิจารณา:

  • เลือกแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์
  • ศึกษาเงื่อนไขของแฟรนไชส์อย่างละเอียด
  • ประเมินศักยภาพของพื้นที่ที่จะเปิดร้าน
  • เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ

แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะมีตลาดที่เติบโต แบรนด์ที่สร้างไว้แล้ว ระบบการบริหารจัดการที่พร้อม และการสนับสนุนจากแฟรนไชส์ซี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้การลงทุนประสบความสำเร็จ

อย่าพลาดโอกาสทองในการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอาหารญี่ปุ่นที่กำลังบูม!